ก่อนเปิดให้ใช้งานโมเดล นักพัฒนาทดสอบอะไรบ้าง และเราควรดูอะไรบ้างก่อนเลือกโมเดล LLM มาใช้ใน Local AI

ประเภท: Explainer · วันที่: 2026-10-03
คะแนนทดสอบมาตรฐานช่วยเปรียบเทียบความสามารถของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM ได้บางด้าน แต่คะแนนรวมเพียงตัวเดียวตอบไม่ได้ว่าโมเดลเหมาะกับงานของคุณหรือไม่
การประเมินที่ครอบคลุมต้องตรวจทั้งความถูกต้อง การทำตามคำสั่ง การใช้เครื่องมือ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของระบบ คุณจึงควรดูว่าโมเดลผ่านการทดสอบอะไร ใช้เกณฑ์ใด และเงื่อนไขการทดสอบใกล้เคียงกับงานของคุณแค่ไหน
1. ความสามารถพื้นฐาน: ทำงานประเภทนั้นได้จริงหรือไม่
หัวข้อที่มีชื่อว่า “1. ความสามารถพื้นฐาน: ทำงานประเภทนั้นได้จริงหรือไม่”นักพัฒนาใช้โจทย์หลายประเภททดสอบความรู้ ภาษา คณิตศาสตร์ การเขียนโค้ด และการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ละประเภทต้องใช้วิธีตรวจที่เหมาะสม เช่น ตรวจคำตอบโจทย์คำนวณกับเฉลย หรือรันโค้ดกับชุดทดสอบ
หากคุณต้องการใช้โมเดลสรุปรายงานภาษาไทย คุณควรทดสอบด้วยรายงานภาษาไทยจริง คะแนนเขียนโค้ดสูงไม่ได้ยืนยันว่าโมเดลจะสรุปรายงานของคุณได้ครบถ้วน
2. การทำตามคำสั่ง: ตอบตรงเงื่อนไขหรือไม่
หัวข้อที่มีชื่อว่า “2. การทำตามคำสั่ง: ตอบตรงเงื่อนไขหรือไม่”คำตอบที่มีข้อมูลถูกต้องอาจใช้งานไม่ได้ หากโมเดลละเลยเงื่อนไขที่คุณกำหนด นักพัฒนาจึงทดสอบทั้งเนื้อหา ความยาว ภาษา และรูปแบบคำตอบ
ตัวอย่างคำสั่งทดสอบคือ “สรุปเอกสารเป็น 5 ข้อ ใช้ภาษาไทย และไม่เพิ่มข้อมูลนอกเอกสาร” ผู้ประเมินต้องตรวจแยกว่าคำตอบครบ 5 ข้อหรือไม่ ใช้ภาษาตามคำสั่งหรือไม่ และมีข้อมูลที่เอกสารไม่ได้ระบุหรือไม่
คุณควรวัดอัตราการผ่านเงื่อนไขแต่ละข้อ แทนการตัดสินเพียงว่าคำตอบอ่านรู้เรื่อง
3. ความถูกต้อง: มีหลักฐานรองรับคำตอบหรือไม่
หัวข้อที่มีชื่อว่า “3. ความถูกต้อง: มีหลักฐานรองรับคำตอบหรือไม่”นักพัฒนาตรวจว่าคำตอบตรงกับเอกสาร ฐานข้อมูล หรือแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้หรือไม่ รวมถึงทดสอบว่าโมเดลยอมรับข้อมูลที่ไม่เพียงพอ แทนการแต่งคำตอบหรือไม่
ตัวอย่างเช่น หากเอกสารไม่ได้ระบุวันเริ่มโครงการ คำตอบที่เหมาะสมคือ “เอกสารนี้ไม่ได้ระบุวันเริ่มโครงการ” ไม่ใช่การคาดเดาวันขึ้นมา
สำหรับงานของคุณ ให้ตรวจอย่างน้อย 3 จุด:
- ข้อเท็จจริง: ตัวเลข ชื่อ และวันที่ตรงกับหลักฐานหรือไม่
- แหล่งอ้างอิง: แหล่งข้อมูลมีอยู่จริงและรองรับข้อความที่อ้างหรือไม่
- ความครบถ้วน: คำตอบตกหล่นเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นสำคัญหรือไม่
4. การอ่านเอกสารยาว: รับข้อมูลได้กับใช้ข้อมูลได้เป็นคนละเรื่อง
หัวข้อที่มีชื่อว่า “4. การอ่านเอกสารยาว: รับข้อมูลได้กับใช้ข้อมูลได้เป็นคนละเรื่อง”ขนาดหน้าต่างบริบท หรือ Context Window ระบุปริมาณข้อมูลที่โมเดลรับได้ในครั้งหนึ่ง ไม่ได้รับรองว่าโมเดลจะค้นหาและเชื่อมโยงข้อมูลทุกส่วนได้ถูกต้อง
นักพัฒนาจึงวางข้อมูลสำคัญไว้ต้น กลาง และท้ายเอกสาร แล้วทดสอบทั้งการค้นหาข้อเท็จจริงและการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามส่วน
หากคุณใช้โมเดลอ่านรายงานยาว ให้ถามคำถามที่ต้องอาศัยข้อมูลจากหลายหน้า เช่น “ยอดรวมในตารางสอดคล้องกับรายละเอียดแต่ละหมวดหรือไม่” การค้นพบข้อความเพียงจุดเดียวไม่เพียงพอสำหรับประเมินงานลักษณะนี้
5. รูปแบบคำตอบ: โปรแกรมนำไปใช้ต่อได้หรือไม่
หัวข้อที่มีชื่อว่า “5. รูปแบบคำตอบ: โปรแกรมนำไปใช้ต่อได้หรือไม่”ระบบอัตโนมัติมักต้องการคำตอบในรูปแบบ JSON หรือโครงสร้างข้อมูลที่กำหนด นักพัฒนาจึงใช้โค้ดตรวจว่าคำตอบมีฟิลด์ครบ ใช้ชนิดข้อมูลถูกต้อง และไม่มีข้อความส่วนเกิน
ตัวอย่างเช่น คุณกำหนดให้ amount เป็นตัวเลข โมเดลต้องส่ง 1500 ไม่ใช่ข้อความ "ประมาณ 1,500 บาท"
การตรวจต้องแยกสองเรื่องออกจากกัน:
- โครงสร้างถูกต้อง: โปรแกรมอ่านคำตอบได้และคำตอบผ่านข้อกำหนดของ Schema
- เนื้อหาถูกต้อง: ค่าที่โมเดลใส่ตรงกับข้อมูลต้นทาง
JSON ที่อ่านได้ไม่ได้แปลว่าข้อมูลภายในถูกต้อง
6. การใช้เครื่องมือและการทำงานหลายขั้นตอน: ทำงานสำเร็จภายในขอบเขตหรือไม่
หัวข้อที่มีชื่อว่า “6. การใช้เครื่องมือและการทำงานหลายขั้นตอน: ทำงานสำเร็จภายในขอบเขตหรือไม่”โมเดลที่เชื่อมต่อเครื่องมือค้นหา เครื่องคิดเลข หรือ API ต้องเลือกเครื่องมือ ส่งค่าพารามิเตอร์ และตีความผลลัพธ์ให้ถูกต้อง
สำหรับระบบ Agent นักพัฒนาต้องตรวจลำดับการทำงานที่สังเกตได้ เช่น การเลือกขั้นตอน การรับมือเมื่อเครื่องมือล้มเหลว และการขออนุมัติก่อนทำรายการที่ต้องได้รับความยินยอม
ตัวอย่างเช่น ระบบจัดตารางประชุมควรตรวจเวลาว่าง เสนอเวลา และขอคำยืนยันก่อนส่งคำเชิญ หากคุณกำหนดให้ขั้นตอนส่งคำเชิญต้องผ่านการอนุมัติ
เกณฑ์ประเมินจึงควรครอบคลุมทั้งความสำเร็จของงาน จำนวนขั้นตอนที่ใช้ และการทำงานเกินสิทธิ์ที่คุณอนุญาต
7. ความปลอดภัย: จัดการคำขอและข้อมูลที่เสี่ยงได้หรือไม่
หัวข้อที่มีชื่อว่า “7. ความปลอดภัย: จัดการคำขอและข้อมูลที่เสี่ยงได้หรือไม่”นักพัฒนาใช้การทดสอบเชิงรุก หรือ Red Teaming เพื่อค้นหาพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ เช่น การเปิดเผยข้อมูลที่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึง หรือการทำตามคำสั่งแทรกในเอกสารแทนคำสั่งของผู้ใช้
คุณควรตรวจทั้งสองด้าน:
- ระบบปฏิเสธคำขอที่อยู่นอกสิทธิ์หรือขอบเขตการใช้งานได้หรือไม่
- ระบบยังช่วยทำงานที่อนุญาตได้ โดยไม่ปฏิเสธเกินความจำเป็นหรือไม่
8. คุณภาพคำตอบ: ใครเป็นผู้ตัดสิน
หัวข้อที่มีชื่อว่า “8. คุณภาพคำตอบ: ใครเป็นผู้ตัดสิน”งานแต่ละประเภทต้องใช้ผู้ประเมินต่างกัน การตรวจด้วยวิธีเดียวอาจมองไม่เห็นข้อผิดพลาดบางชนิด
| วิธีประเมิน | เหมาะกับงาน | สิ่งที่คุณควรตรวจ |
|---|---|---|
| เทียบกับคำตอบอ้างอิง | คำถามที่มีคำตอบชัดเจน | เฉลยถูกต้องและยอมรับรูปแบบคำตอบที่เทียบเท่ากัน |
| ใช้โค้ดตรวจ | โค้ด การคำนวณ และโครงสร้างข้อมูล | ชุดทดสอบครอบคลุมกรณีสำคัญ |
| ให้มนุษย์ประเมิน | งานเขียน บทสนทนา และประโยชน์ต่อผู้ใช้ | ผู้ประเมินใช้เกณฑ์เดียวกัน |
| ใช้ LLM ประเมิน | การคัดกรองคำตอบจำนวนมาก | คะแนนสอดคล้องกับผู้ประเมินที่เป็นมนุษย์ |
งานวิจัย MT-Bench และ Chatbot Arena พบว่าผู้ประเมินแบบ LLM อาจให้คะแนนต่างกันตามลำดับคำตอบ ความยาว หรือความชอบคำตอบของโมเดลเอง คุณจึงควรกำหนดเกณฑ์ให้ชัด สลับลำดับคำตอบ และสุ่มให้มนุษย์ตรวจซ้ำ arxiv
9. ประสิทธิภาพและระบบจริง: คุ้มกับเวลาและต้นทุนหรือไม่
หัวข้อที่มีชื่อว่า “9. ประสิทธิภาพและระบบจริง: คุ้มกับเวลาและต้นทุนหรือไม่”นักพัฒนาวัดเวลารอก่อนเริ่มตอบ หรือ TTFT เวลาที่ใช้จนตอบเสร็จ ความเร็วในการสร้างข้อความ และจำนวนงานที่ระบบรองรับพร้อมกัน คุณควรทดสอบด้วยความยาวเอกสารและจำนวนผู้ใช้ที่ใกล้เคียงงานจริง
หากระบบใช้ RAG ซึ่งค้นเอกสารก่อนให้โมเดลตอบ คุณต้องแยกตรวจว่าระบบค้นพบข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และโมเดลตอบตามข้อมูลนั้นหรือไม่ กรอบประเมิน Ragas ออกแบบมาเพื่อประเมินองค์ประกอบของระบบลักษณะนี้ arxiv
ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ช่วยตอบคำถามจากคู่มือผิด:
- หากระบบค้นหาไม่พบหน้าที่เกี่ยวข้อง ให้แก้ส่วนค้นคืนข้อมูล
- หากระบบค้นพบหน้าที่ถูกต้อง แต่โมเดลตีความผิด ให้ปรับส่วนสร้างคำตอบ
- หากคู่มือไม่มีคำตอบ ให้ตรวจว่าระบบระบุข้อมูลที่ขาดได้หรือไม่
คุณจะนำหลักเหล่านี้ไปใช้เลือกโมเดลอย่างไร
หัวข้อที่มีชื่อว่า “คุณจะนำหลักเหล่านี้ไปใช้เลือกโมเดลอย่างไร”- กำหนดงานเป้าหมาย: ระบุให้ชัดว่าคุณต้องการให้โมเดลทำอะไร และผลลัพธ์แบบใดถือว่าสำเร็จ
- สร้างชุดทดสอบจากงานจริง: รวมกรณีทั่วไป กรณียาก และกรณีที่ข้อมูลไม่เพียงพอ
- กำหนดเกณฑ์ก่อนเริ่มทดสอบ: แยกความถูกต้อง การทำตามคำสั่ง ความสำเร็จของงาน เวลา และต้นทุน
- เปรียบเทียบภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน: ใช้ข้อมูล คำสั่ง เครื่องมือ และวิธีให้คะแนนชุดเดียวกัน
- อ่าน Model Card หรือ System Card: ตรวจข้อจำกัด วิธีทดสอบ และเงื่อนไขที่ผู้พัฒนาเปิดเผย
- ทดสอบซ้ำเมื่อระบบเปลี่ยน: ตรวจผลหลังเปลี่ยนโมเดล คำสั่ง เอกสาร หรือเครื่องมือที่เชื่อมต่อ
เริ่มจากเลือกงานที่คุณใช้บ่อยหนึ่งงาน แล้วเขียนเกณฑ์ให้ชัดว่าคำตอบแบบใด “ผ่าน” ก่อนนำโมเดลมาเปรียบเทียบ